มัฟฟิน

วิธีการทำมัฟฟินและความแตกต่างกับคัพเค้กอย่างไร

หลายคนอาจจะเคยเข้าใจผิดระหว่างมัฟฟิ่นกับคัพเค้ก ซึ่งขนมทั้งสองชนิดนนี้มีหน้าตาใกล้เคียงกัน วันนี้เราจะมีทำความรู้จักกับขนมที่ชื่อว่ามัฟฟินกัน มิฟฟินเป็นขนมที่รสชาติไม่หวานเท่าคัพเค้ก และไม่ได้แต่งหน้าตาสวยๆ แต่นิยมใส่ไส้ข้างในมากกว่า เช่น ช็อคโกแลต บลูเบอร์รี่ กล้วย สตรอเบอร์รี่ อัลมอนด์ เป็นต้น

ขนมอบที่ชื่อว่ามัฟฟินนั้นมีต้นกำเนิดมาจากประเทศอังกฤษ ประมาณศตวรรษที่ 18 โดยที่มาจากมัฟฟินนั้นเกิดจากการค้นพบโดยบังเอิญของเหล่าคนรับใช้ที่ทำงานภายในครัว พวกเขานำเอาวัตถุดิบที่เหลือของการทำบิสกิตและอาหารอย่างอื่นมาปรุงรวมกัน นวดเป็นแป้ง แล้วนำไปปรุงสุกในกะทะก้นแบนพร้อมกับเนย จึงกลายมาเป็นขนมมัฟฟิ่นนี่เอง และเนื่องจากขนมมัฟฟิ่นมีกลิ่นหอมและรสชาติที่ดี จึงถูกแพร่หลายออกไปอย่างกว้างขวางและได้รับความนิยมกันมาจนถึงปัจจุบันนี้

english_muffin

เจ้ามัฟฟินในยุคแรกนั้น เป็นขนมปังหมักด้วยยีสต์ จะมีลักษณะเป็นขนมก้อนกลมแบน หรือที่เรียกกันว่า อิงลิชมัฟฟิ่น (English Muffin) แต่หลังจากนั้นมีการนำสูตรไปเผยแพร่ที่อเมริกา และมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสูตร มีการใส่ไส้เพิ่มรสชาติ จนกลายเป็นมัฟฟิ่นที่มีลักษณะคล้ายกับคัพเค้กชิ้นเล็กๆที่เราคุ้นเคยกันอยู่ในทุกวันนี้

muffin5

มัฟฟินเป็นขนมที่ทำได้ง่ายและไม่ค่อยยุ่งยาก ไมเหมือนคัพเค้กที่ต้องใช้เวลาในการทำนาน จึงเป็นที่นิยมและขายดี โดยเฉพาะตามร้านกาแฟ จะต้องมีขนมมัฟฟิ่นวางขายอยู่ด้วย ซึ่งวันนี้เรามีเทคนิคการทำมัฟฟินมาฝากกันค่ะ

เทคนิคการทำมัฟฟิน

1. ควรใช้เวลาในการผสมแป้งให้รวดเร็ว หากผสมแป้งนานเกินไปจะทำให้ขนมมีเนื้อที่เหนียวและแข็ง

2. อุณหภูมิที่เหมาะสมในการอบควรใช้ตั้งแต่ 375-400 องศาฟาเรนไฮต์ ลักษณะที่ดีของมัฟฟินจะต้องนูนและมีรอยแตกตรงกลาง ถ้าใช้อุณหภูมิที่อ่อนเกินไปจะทำให้ขนมที่ได้มีลักษณะที่แบน ไม่นูนสวย

3. ควรเปิดเตาอบและปรับอุณหภูมิล่วงหน้าประมาณ 15-20 นาทีก่อนการอบมัฟฟินทุกครั้ง เพื่อให้ได้อุณหภูมิที่ต้องการและความร้อนทั่วถึง

4.การวางมัฟฟินควรวางเรียงให้ห่างกันประมาณ 1 นิ้ว เพื่อให้ความร้อนกระจายไปทั่วทุกด้านของมัฟฟิน

muffin1

5. การอบมัฟฟินควรอบแต่พอสุก สามารถสังเกตได้โดยการใช้ไม้ปลายแหลมจิ้มไปที่ตรงกลางของขนม หากไม่มีเนื้อเค้กติดขึ้นมากับไม้แสดงว่าสุก หรือใช้นิ้วสัมผัสบริเวณด้านหน้าเค้ก ถ้ารอยนิ้วนั้นถูกดันกลับมาแสดงว่าขนมสุก เพราะถ้าอบนานเกินจะทำให้เนื้อมัฟฟินหยาบแห้งและมีผิวหน้าที่แข็ง

6.ไม่ควรเปิดเตาอบบ่อยๆระหว่างที่อบมัฟฟิน เพราะจะทำให้มัฟฟินขึ้นไม่ดีเท่าที่ควร การเปิดเตาอบเพื่อดูความเหมาะสมจะทำได้เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 3 ใน 4 ของระยะเวลาที่อบ

7.การเก็บรักษา หากต้องการเก็บมัฟฟินไว้รับประทานต่อควรเก็บในภาชนะที่ปิดสนิทและเก็บไว้ในตู้เย็นเพื่อรักษาความชื้นให้อยู่ในมัฟฟิน ถ้าจะนำมารับประทานใหม่ควรอุ่นด้วยไมโครเวฟที่อุณหภูมิสูงเป็นเวลา 15 วินาที

8.กรณีที่ต้องการเก็บรักษามัฟฟินในช่องแช่แข็งนั้น ก่อนนำมารับประทานควรนำขนมออกมาคลายความเย็นที่อุณหภูมิห้องเป็นเวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง หรือนำเข้าไมโครเวฟเพื่อละลายน้ำแข็งแล้วค่อยอุ่นด้วยอุณหภูมิสูง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *